http://lannacorner.net/

บุคคลสำคัญในล้านนา (ผู้รู้ด้านประเพณีล้านนา) เชียงใหม่ (View:588)

  จันทร์สม สายธารา

เกิดวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2475 บ้านชะเยือง ต. ดอนแก้ว อ.แม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ บิดาชื่อ นาย ปวน มารดาชื่อนางทา ต้นคำ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน แม่จันทร์สม เป็นคนสุดท้อง แม่จันทร์สมสมรสกับ นายสมบูรณ์ ปัญญามานะ มีบุตรด้วยกัน 6 คน ที่อยู่ปัจจุบันบ้านเลขที่ 99 หมู่ 4 บ้านป่าแงะ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50180 โทรศัพท์ 053 891 046

จบการศึกษา ภาคบังคับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านชะเยือง เรียนซอกับแม่ครูคำบานที่บ้านสบยาว อ.จอมทอง จ. เชียงใหม่ เมื่อปี 2491 ขณะอายุได้ 16 ปี เป็นการเรียนแบบท่องจำตามที่ครูบอกและติดตามแม่ครู ไปในงานแสดงต่างๆ เพื่อฟังเครือซอและนำมาปรับใช้กับการซอของตน แม่ครูจันทร์สมเรียนซออยู่ประมาณ 1 ปี ก็สามารถออกซอได้และเพียงไม่นานก็ได้รับความนิยมจากผู้ฟังจนมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

–    แม่ครูจันทร์สม สายธารา เริ่มสอนซอเมื่ออายุ 21 ปี มีลูกศิษย์มาฝากตัวเรียนด้วยหลายรุ่นติดต่อมาจนถึงปัจจุบันรวมแล้วมากกว่า 40 คน โดยมีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงหลายคนด้วยกันเช่น คำหน้อย คำขัด หรือ ต่วม ศรีออน วงศ์ชมพู นายก๋วนดา เชียงตา นางจันทร์สม ปัญญานาม นางวันเพ็ญมโนรัตน์ นางเทียมตา ปัญญานาม เป็นต้น
–    ปี 2533 ได้รับเกียรติให้เป็นอาจารย์สอนพิเศษของมหาวิทยาลัยพายัพโดยใช้เพลงซอช่วยเสริมการเผยแพร่ศาสนา และช่วยสอนในภาควิชาดนตรีศึกษาเพื่อฝึกช่างซอชาย-หญิง แก่นักศึกษาที่สนใจศิลปะพื้นบ้าน ประเภทนี้ จนสามารถออกไปแสดงศิลปะเพลงพื้นบ้านภาคเหนือ ในรายการเผยแพร่ศิลปะวัฒนธรรมจากไทยในอเมริกา
–    ปี 2535 ได้รับเกียรติให้เป็นวิทยากรของศูนย์การศึกษา
–    ปี 2535 ได้รับเกียรติให้เป็นวิทยากรของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ภาคเหนือ จังหวัดลำปาง และจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อถ่ายทอดศิลปะการซอแก่ประชาชนนอกระบบการศึกษาที่สนใจฝึกฝนการซอเพื่อเป็นอาชีพแก่ผู้ที่สนใจ

ด้านการแสดง
–    ได้รับคัดเลือกจากห้างกมลสุโกศลให้บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรกร่วมกับนายทองสุข สิงห์สา และได้รับคัดเลือกจากห้าง ต.เง็กชวน บันทึกซอออกจำหน่ายเป็นเรื่องแรก
–    เป็นตัวแทนศิลปินภาคเหนือ ในการซอเผยแพร่ผลของตำรวจเชียงใหม่ที่กรุงเทพฯ ในสมัย พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ
–    ปี 2510 เป็นผู้ริเริ่มการประยุกต์ทำละครพื้นเมือง
–    ได้รับความนิยมว่าจ้างให้แสดงในงานต่างๆ ทั่วภาคเหนือใน 8 จังหวัดภาคเหนือ
–    ออกเทปซอหลายเรื่อง เช่น ซอปอยข้าวสังข์ ซอปีใหม่พื้นเมือง ประวัติพระธาตุดอยสุเทพ
–    ซอออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่
–    ได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนศิลปินภาคเหนือ เผยแพร่ผลงานของตำรวจเชียงใหม่ที่กรุงเทพฯโดยใช้วิธีพรรณาผลงานของตำรวจในสมัย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ
–    ปี พ.ศ. 2537 ร่วมกับอุดม รังษี จัดรายการเพื่อส่งเสริมและการเผยแพร่ศิลปะการซอ และศิลปินเพลงพื้นบ้านอื่นๆ ในรายการมรดกล้านนา ภาค FM 100 ทุกวันพุธระหว่างเวลา 17.00 – 17.30 น. และจัดรายการพื้นบ้านล้านนา ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 จังหวัดลำปาง
–    ทำละครทางวิทยุโดยใช้ภาษาท้องถิ่น คือ ละครวิทยุคำเมืองตามสถานีวิทยุต่างๆทั่วภาคเหนือใช้ชื่อคณะว่า “คณะสายธาราวิทยุ”

–    ปี 2535 ได้รับเกียรติให้เป็นวิทยากรของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ภาคเหนือ จังหวัดลำปาง และจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อถ่ายทอดศิลปะการซอแก่ประชาชนนอกระบบการศึกษาที่สนใจฝึกฝนการซอเพื่อเป็นอาชีพแก่ผู้ที่สนใจด้านบทบาทและการยอมรับจากสังคม
–    ปี 2532 ได้รับการเชิดชูเกียรติในฐานะบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมสาขาศิลปะการแสดง(เพลงพื้นบ้าน)ของจังหวัดเชียงใหม่จากศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่
–    ปี 2533 ได้รับรางวัลที่ 1 จากการประกวดซอต่อต้านยาเสพติดจาก ปปส.
–    ปี 2536 ได้รับการเชิดชูเกียรติในฐานะบุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดง (เพลงพื้นบ้าน) ของจังหวัดเชียงใหม่ จากศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่
–    ปี 2536 ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมสาขาวรรณศิลป์(วรรณกรรมมุขปาฐะ)จากสำนักกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
–    ปี 2536 ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาเพลงพื้นบ้าน (ซอพื้นเมือง) ประจำปี 2539

ศรีเลา เกษพรหม

                                                                                   

เกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2491 บ้านไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
ด้านชีวิตครอบครัว นายศรีเลา สมรสกับนางสาวอำพร เชียงนวล ในปี พ.ศ. 2526 มีบุตรด้วยกัน 2 คน 1. นางสาวกรรณิกา เกษพรหม 2. นางสาวกาญจนา เกษพรหม
ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ที่ 2 บ้านศรีสองเมือง ต.ไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50140 โทร. 053422454

ประวัติการทำงาน
– พ.ศ.2525 ได้เข้าทำงานที่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการวิจัยจารึก ล้านนา ร่วมกับ ดร.ฮันส์ เพนธ์
– พ.ศ.2535 ได้รับการบรรจุเป็นลูกจ้างประจำ ในตำแหน่งพนักงานแปลอักษรโบราณประจำอยู่ในฝ่ายวิจัยล้านนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ความชำนาญเฉพาะด้าน
– อ่านและแปลอักษรฝักขามโบราณ
– อ่านและแปลอักษรธรรม พร้อมทั้งภาษาพื้นเมืองโบราณ
– อ่านและแปลอักษรไทยนิเทศ
– มีความรู้ทางด้าน วิถีชีวิต ประเพณี พิธีกรรม และวัฒนธรรมท้องถิ่นล้านนา
– พ.ศ.2544 ได้รับรางวัลข้าราชการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปัจจุบัน นายศรีเลา ได้เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังคงช่วยงานจารึกล้านนาที่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อสืบสานปณิธานของ ดร.ฮันส์ เพนธ์ และเพื่อช่วยอนุรักษ์มรดกที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของอาณาจักรล้านนาให้คงอยู่สืบไป

– พ.ศ.2502 บรรชาเป็นสามเณร ณ วัดศรีสองเมือง ต.ไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่
– พ.ศ.2511 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ ที่วัดศรีสองเมือง
– พ.ศ.2515 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีสองเมือง
– พ.ศ.2525 ลาสิกขาจากพระภิกษุการศึกษา
– พ.ศ.2502 จบชั้นประถมปีที่ 4 โรงเรียนวัดไชยสถาน ต.ป่าบง อ.สารภี
– พ.ศ.2506 สอบได้นักธรรมชั้นตรี ที่สนามสอบวัดเวฬุวัน อ.สารภี
– พ.ศ.2507 สอบได้นักธรรมชั้นโท ที่สนามสอบวัดเวฬุวัน
– พ.ศ.2509 สอบได้นักธรรมชั้นเอก ที่สนามสอบวัดป่าแคโยง อ.สารภี
– พ.ศ.2528 สอบได้ ม.3 หลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่ กลุ่มไชยสถานที่อยู่ปัจจุบัน

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่
ผลงานพิมพ์ (ที่ทำร่วมกับ ดร.ฮันส์ เพนธ์ และคนอื่น)
– พ.ศ.2540 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 1 จารึกในพิพิธภัณฑ์ เชียงแสน”
– พ.ศ.2541 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 2 จารึกพระเจ้ากาวิละ”
– พ.ศ.2542 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 3 จารึกในพิพิธภัณฑ์ลำพูน”
– พ.ศ.2543 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 4 จารึกในพิพิธภัณฑ์ เชียงใหม่”
– พ.ศ.2544 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 5 จารึกในพิพิธภัณฑ์ น่าน และจารึกเมือง
น่านที่น่าสนใจ”
– พ.ศ.2545 หนังสือ “ดรรชนีชื่อและตำแหน่งบุคคล”
– พ.ศ.2546 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 6 จารึกในพิพิธภัณฑ์ เชียงแสน ภาค 2”
– พ.ศ.2547 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 8 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่”
– พ.ศ.2547 หนังสือ “ดรรชนีชื่อและตำแหน่งบุคคล ภาค 1 พิมพ์ครั้งที่ 3 (ปรับปรุงใหม่)”
– พ.ศ.2548 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 10 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 2”
– พ.ศ.2549 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 11 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 3”
– พ.ศ.2550 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 12 จารึกในจังหวัดเชียงใหม่ ภาค 4”
– พ.ศ.2551 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 13 จารึกในจังหวัดเชียงราย”
– พ.ศ.2552 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 14 ศิลาจารึกในสมัยพระเจ้าติโลกราช”
– พ.ศ.2556 หนังสือ “ประชุมจารึกล้านนา เล่ม 15 ศิลาจารึกเชียงตุง”ผลงานอื่นๆ ที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่

(ประเภทหนังสือ)
1. เรื่อง “ประเพณีชีวิตคนเมือง” สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ 2539 SRI – CMU 39-3-286 ISBN 7-974-89716-4-3
2. เรื่อง “ลัวะเยียะไร่ ไทใส่นา” สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ 2541
SRI – CMU – 41-3-324 ISBN: 974-657-015-3
3. เรื่อง “ประเพณีชีวิตคนเมือง” สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ 2544
SRI – CMU 39-3-286 ISBN 7-974-89716-4-3 (พิมพ์ครั้งที่ 2)
4. เรื่อง “วิถีชีวิตคนเมือง” สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ 2551 SRI – CMU
51-3-465 ISBN 7-978-974-672-294-4
5. “ขึด ข้อห้ามในล้านนา” สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2539
SRI – CMU – 39 – 3 – 296งานบริการวิชาการ

–    เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สารสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย รวมแล้วมากกว่า 50 เรื่อง
–    เขียนบทความลงในหนังสือสารสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ รวมแล้วมากกว่า 20 เรื่อง
–    เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นหลายเรื่อง
–    เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้กับหน่วยงานและชุมชน ตั้งแต่ปี 2535- ปัจจุบัน
ผลงานที่มีชื่อเสียง

–    หนังสือประชุมจารึกล้านนา
–    ประเพณีชีวิตล้านนา
–    วิถีชีวิตล้านนา
–    ขึด: ข้อห้ามของล้านนาเกียรติประวัติ

                                                                                                        สนั่น ธรรมธิ

                                                                                    

เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2502 ณ บ้านเลขที่ 40/1 หมู่ 8 ตำบลแช่ช้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ บิดาชื่อ นายอินศวร ธรรมธิ มารดาชื่อ นางต่อม ธรรมธิ มีพี่น้อง 5 คน ได้แก่ 1. นายสนั่น ธรรมธิ 2. นายมารุต ธรรมธิ 3. นางมาลี มิ่งสกุล 4. นายบัลลังค์ ธรรมธิ 5. นายสุรัตน์ ธรรมธิ
ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 142 หมู่ 4 ตำบลสุเทพ อำเภอมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200 โทรศัพท์ 053 804 860
นายสนั่น ธรรมธิ สมรสกับนางสายสม ธรรมธิ (แก้วหล้า) มีบุตร 2 คน 1.ธนาพิชญ์ ธรรมธิ 2.ชญานิธิ ธรรมธิ

ประวัติการทำงาน
หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายสนั่น ธรรมธิ ได้เข้าทำงานในโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานล้านนา ตำแหน่งนักวิจัยของโครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยออกปฏิบัติงานดังกล่าวทำให้ได้มีโอกาสศึกษาตำราโบราณล้านนา อันเป็นขุมทรัพย์ทางภูมิปัญญาทุกสาขา อีกทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความรู้ทางศิลปวัฒนธรรมกับบุคลากรในท้องถิ่นต่าง ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูเผยแพร่ศิลปการแสดงพื้นบ้านแก่กลุ่มหนุ่มสาวและเยาวชนในท้องถิ่น ผลจากการปฏิบัติงานครั้งนั้น ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวเอาข้อมูลด้านศิลปนาฏศิลป์ การขับขาน ดนตรีและเพลงพื้นบ้านแต่ละท้องถิ่นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างมากมายมหาศาล

พ.ศ. 2513 ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนแช่ช้างเทพนากุล อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2519 ประถมศึกษาปีที่ 7 โรงเรียนวิทิตธรรมคุณอุปถัมภ์ อำเภองาว จังหวัดลำปาง
พ.ศ. 2522 มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนธรรมราชศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2524 มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบาลีเตรียมอุดมศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กรุงเทพฯ
พ.ศ. 2524 ศึกษาศาสตรบัณฑิต (มัธยมศึกษา, ภาษาไทย) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2552 ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ภาษาและวรรณกรรมล้านนา) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผลงานสำคัญที่ได้รับการเผยแพร่
งานวิจัย
–    รูปคำภาษาเชียงใหม่และภาษากรุงเทพฯ : การเปรียบเทียบร่วมกับนายดิเรกชัย มหัทธนะสิน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2530)
–    โครงการชำระปฏิทินและหนังสือปีใหม่เมืองล้านนา (หัวหน้าคณะวิจัย) โดยการสนับสนุนของกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) พ.ศ. 2546
หนังสือ
–    อักษรพิเศษในภาษาล้านนา
–    ยุตตสาระ หนึ่งในอักษรพิเศษล้านนา
–    โครงการนิราศระยะทางเมืองนคร
–    การทำนาแบบโบราณล้านนา
–    มื้อจันทร์วันดี
–    รีตเก่า รอยหลัง
–    ผู้เขียนบทความใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ ในส่วนของเครื่องดนตรีพื้นเมือง
–    ฟ้อนเชิง
–    สุภาษิตคำคร่าว
–    โครงดอยสุเทพ
–    พิธีกรรมและความเชื่อการปลูกเรือนล้านนา
–    สารัตถะล้านนา
–    พรหมชาติล้านนา
–    นาฏดุริยการล้านนา
–    โชค ลาง ของขลัง อารักษ์
บทความที่เกี่ยวกับศิลปการแสดง
–    ศิลปะการต่อสู้ของล้านนา – การแสดง ในสยามรัฐสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 14633 ปี 43 (วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2536) หน้า 11
–    สาวไหม – ลายเซิง ในฟ้อนเชิง ใน “ฟ้อนเชิง: อิทธิพลที่มีต่อฟ้อนในล้านนา” ในเอกสารวิชาการชุดล้านนาคดีศึกษา ลำดับที่ 6 โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (2537) หน้า 49-56
–    ปีใหม่เมืองล้านนา ในวารสารลานคำ ฉบับที่ 5 (เมษายน 2547) หน้า 11-15
–    ลักษณะดนตรีพื้นบ้านล้านนา: บทบาทและหน้าที่ที่แผงเร้น ในดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 26 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน้า 111-117
–    ความเป็นมาของกลองสะบัดชัย ในดนตรีไทยอุดมศึกษาครั้งที่ 26 หน้า 133-136
–    กลองล้านนา: บทบาทในพิธีเปิดกีฬาซีเกมส์ ในสยามรัฐ ฉบับที่ 155564 ปีที่ 46 (วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2538) หน้า 7

งานดนตรี
–   หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งชมรมพื้นบ้านล้านนา สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
–   ครูสอนดนตรีและศิลปะการแสดงพื้นบ้านล้านนา ชมรมพื้นบ้านล้านนา
–   ควบคุมวงและร่วมบรรเลงดนตรีพื้นบ้านล้านนา ในเทปชุด ดนตรีสะล้อ-ซึง วงกลองเต่งถิ้งและวงกลอนล้านนา
–   งานแต่งเพลงร้องของชมรมพื้นบ้านล้านนาสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาทิ เพลงอาลัยเสียงซึง วอนอ้าย สาวยองไร้คู่ เสียงซึงถึงน้อง ฮักอ้ายสักคน กำแพงรัก ปักเกอญอ ลุงตาก็อกเปียะ ล้านนาร่วมใจ ฯลฯ

งานวีดิทัศน์การแสดง
–    สื่อการสอน ศิลปการตีกลองสะบัดชัย
–    ดำเนินการและร่วมแสดงในวีดิทัศน์ เพื่อการศึกษาศิลปวัฒนธรรมชุด ฟ้อนล้านนา
–    สื่อการสอน ศิลปการฟ้อนดาบ
–    สื่อการสอน ศิลปการฟ้อนเชิง ฟ้อนดาบและตีกลองล้านนา
นายสนั่น ธรรมธิ มีความรู้ความสามารถศิลปการแสดง โดยเฉพาะการฟ้อนดาบ ฟ้อนเชิง ซึ่งฝึกมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จากช่างตีเหล็กข้างบ้าน ชื่อนายนวล วรรณแดง ซึ่งช่างตีเหล็กคนนี้ เป็นครูเชิงในคืนเดือนหงาย มักจะสอนเชิง โดยเฉพาะเชิงไม้ค้อน (พลอง) และเชิงดาบ จากนั้น ได้มีโอกาสเรียนการฟ้อนดาบและศิลปการแสดงอื่นๆ จากครูคำ กาไวย์ และครูวิเทพ กันธิมา

เกียรประวัติ
1. เข็มเกียรติคุณ วันอนุรักษ์มรดกไทยในฐานะ “ผู้มีผลงานดีเด่นการอนุรักษ์ด้านภาษาและวรรณกรรมล้านนา” ในงานวันอนุรักษ์มรดกไทย จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2537
2. รางวัลรองชนะเลิศ การประกวดขับร้องเพลงกล่อมลูกภาคเหนือ ในงานวันแม่มหิดล พ.ศ. 2537
3. ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม (สาขาสื่อสารมวลชน) จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2544
4. ศิษย์เก่าดีเด่นโรงเรียนธรรมราชศึกษา
5. เพชรราชภัฏ-เพชรล้านนา สาขาศิลปะการแสดงฟ้อนดาบ-ฟ้อนเชิง พ.ศ. 2547
6. เสาเสมาธรรมจักรทองคำ ประเภทส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมมรดกไทยทางพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2549
7. บุคคลแห่งปี ๒๕๔๙ สาขาภาษาและวรรณกรรมล้านนา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

 พระครูอดุลสีลกิตติ์

วัน เดือน ปีเกิด 8 กันยายน พ.ศ. 2497
ภูมิลำเนา บ้านเลขที่ 728 หมู่ 3 ตำบลสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
มีพี่น้องจำนวน 3 คน ได้แก่
1. พระครูอดุลสีลกิตติ์
2. นางจันทร์สม ชะฎิล
3. นางอำภา บุญชุ่ม
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดธาตุคำ และเจ้าคณะตำบลหายยา ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50100 เบอร์โทรศัพท์ 053-271-813 , 053-200-360

พ.ศ. 2508    สำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านสันทราย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2509    สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียนคณะจังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2513    สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนคณะจังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2514    สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนคณะจังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2520    สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนธรรมราชศึกษา
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2525    สอบไล่ได้ ป.ธ. 1-2 สำนักเรียนวัดบุพพาราม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2541    สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน อำเภอเมือง จังหวัด ลำพูน
พ.ศ. 2546    สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี พุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) จาก มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตลำพูน
สมณศักดิ์
พ.ศ. 2530    เป็นพระครูสมุห์ ตำแหน่งฐานานุกรมในพระราชพรหมจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2531    เป็นพระครูวินัยธร ตำแหน่งฐานานุกรมในพระเทพวรสิทธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2536    ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พัดยศ เป็นพระครธสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท ที่
พระครูอดุลสีลกิตติ์
พ.ศ. 2541    เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท ในราชทินนามเดิม

ด้านพิธีกรรมล้านนา
พระครูอดุลสีลกิตติ์ได้ศึกษาประเพณี พิธีกรรม ศาสนพิธีของล้านนาจนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ สามารถเขียนเป็นหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพิธีของล้านนา ออกเผยแพร่และเป็นคู่มือให้กับผู้สนใจและมัคนายก (ปู่จารย์) ในการประกอบพิธีกรรม อาทิ คู่มือมัคนายก (อาจารย์วัด) นอกจากนี้ พระครูอดุลสีสกิตติ์ ยังได้รับนิมนต์ไปเป็นวิทยากร ร่วมเสวนาและอบรมทางวิชาการ

ด้านอนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรม
พระครูอดุลสีลกิตติ์ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งกลุ่มชาวพุทธวัดธาตุคำ เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมของล้านนา โดยเน้นเรื่องการแต่งกาย ด้วยได้รับพระราชเสาวนีย์ จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ในครั้งไปรับเสด็จที่บ้านห้วยไม้หก ตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2535 ซึ่งพระองค์ได้ให้แนวพระราชดำริว่า การแต่งกายเป็นเอกลักษณ์ของคนในชาติ คนในท้องถ่น เป็นการผดุงฝีมือของช่างภูมิปัญญาแห่งบรรพบุรุษที่สืบทอดมายาวนาน ควรที่จะได้ช่วยสั่งสอนประชาชนให้รักวัฒนธรรม และภูมิใจในการแต่งกายตามแบบท้องถิ่นของเรา โดยพระครูอดุลสีลกิตติ์ ได้รณรงค์ให้ชาวบ้านและรัทธาของวัดธาตุคำ แต่งกายแบบล้านนา ผู้ชายแต่งกายด้วยกางเกงทอสีคาม ขายาว เสื้อสีขาวคอกลม มีผ้าขาวม้าพาดบ่า โดยได้แบบมาจาก ชาวบ้านตำบลป่าแดด อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นชาวเชียงแสนโบราณอพยพเข้าไปอยู่ที่อำเภอแจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ 195 ปีก่อน ผู้หญิงแต่งกายด้วยผ้าถุง ทอลายขวาง ต่อตีนจก ซึ่งมีหลายแบบ เช่น ลายเชียงแสนหลวง ลายละกอน (ลำปาง) หลวง ลายขันสามแอว ลายหงส์ปี้ ลายเชียงแสนหงษ์ดำ ส่วนเสื้อ เป็นผ้าฝ้าย แขนสั้นและแขนกระบอก ดังน้น เมื่อวัดธาตุคำหรือวัดอื่นๆ มีงานบุญ พระครูอดุลสีลกิตติ์ จะนำศรัทธาประชาชนของวัดธาตุคำเข้าร่วมขบวนแห่หรือจัดขบวนแห่งไปร่วมทำบุญในงานต่าง ๆ เช่น งานปอยหลวง งานลอยกระทง งานสงกรานต์ จนได้รับความชมเชยและเป็นที่สนใจของกลุ่มศรัทธาและชุมชนต่าง ๆ ได้มาศึกษาดูแบบอย่าง และเชิญเข้าร่วมงานอยู่เสมอ
ตั้งแต่ พ.ศ.2542 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้รวบรวมเรื่อง ฮีตกองของบ่าเก่า จากจารีต วัฒนธรรมและพิธีกรรม ฤกษ์ยามแบบล้านนา พิมพ์เผยแพร่ และรวบรวมประวัติวัดธาตุคำ การทอดจุลกฐิน การเทศน์มหาชาติ วิเคราะห์พิธีสืบชาตา ปริศนาธรรมของคนล้านนา ประวัติเมืองเชียงใหม่อย่างย่อ ซึ่งพระครูอดุลสีลกิตติ์เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับโหราศาสตร์ล้านนาเป็นอย่างดี ได้เขียนหนังสือปฏิทินล้านนาเกี่ยวกับวันดี วันเสีย วันควรทำการมงคล วันห้ามเผาศพ ฯลฯ ออกเผยแพร่ และผลงานสำคัญในการเป็นประธานการชำระพจนานุกรมภาษาถิ่นภาคเหนือฉบับ 700 ปี จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี และร่วมฉลอง 80 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
ด้านการเทศนา
พระครูอดุลสีลกิตติ์ เป็นผู้มีความชำนาญ เชี่ยวชาญในการด้านการเทศนาเป็นอย่างดี เพราะได้รับการฝึกเทศน์มาตั้งแต่อายุ 14 ปี ได้รับนิมนต์เทศมหาชาติเวสสันดรจากวัดต่างๆ ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง และยังมีความรู้ในเรื่องการใช้ภาษาไทยภาคกลาง ภาษาพื้นเมือง แต่คำประพันธ์ทั้งแบบล้านนาและภาคกลาง

ด้านการก่อสร้าง
พระครูอดุลสีลกิตติ์ เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ด้านศิลปะการก่อสร้างทั้งในภาคกลางและล้านนาเป็นอย่างดี ปรากฏเมื่อท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดธาตุคำ ท่านได้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุ โดยเน้นการรักษาศิลปะและภูมิปัญญาของช่างพื้นบ้านล้านนา สร้างอุโบสถวัดธาตุคำให้เป็นอนุสรณ์สถานในวาระที่เมืองเชียงใหม่ครบ 700 ปี โดยรวบรวมศิลปะการตกแต่งจากวัดต่างๆ ในภาคเหนือจำนวน 15 วัด
หน้าบัน ตามแบบวิหารของวัดปราสาท และหอไตรของวัดดวงดี
เสาคู่หน้าบัน ตามแบบวัดหางดง วัดเมืองสาตรหลวง และวัดต้นแกว๋น
คันทวย (นาคทันต) ตามแบบอุโบสถวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดท่าข้ามและวัดทุ่งแป้น
ซุ้มประตูใหญ่ ตามแบบวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
ซุ้มพระประธาน ตามแบบซุ้มวัดพระธาตุลำปางหลวง พระธาตุศรีจอมทอง และวัดปงยางคก
นาคบันได ตามแบบนาคของวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
ฐาน ตามแบบฐานธรรมาสน์บุษบกของวัดช่างฆ้อง
ช่อฟ้า ใบระกา ตามแบบวิหารวัดต้นแกว๋น
ระเบียง ทำเป็นรูปสัตว์ในหิมพานต์ ตามแบบหอไตรวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
การเขียนรูปเทพารักษ์สองข้างพระประธาน ตามแบบวัดกองแขก
เชิงลาย ลานเมฆไหล ตามแบบวัดนันทาราม และวัดทรายมูล

ด้านบริการสังคม
พระครูอดุลสีลกิตติ์ได้รับนิมนต์ให้ไปบรรยายทางวิชาการเกี่ยวกับศาสนา ภาษาและวรรณกรรม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมชของชาวล้านนา จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง

เกียรติประวัติ
พ.ศ. 2524 รางวัลประกวดคร่าว “แก้ว 3 ประการ” ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 จังหวัดลำปาง
พ.ศ. 2527 รางวัลประกวดคร่าวประวัติ 3 กษัตริย์ รางวัลประกวดโคลงเทิดพระเกียรติ 3 กษัตริย์ ในพิธีเปิดอนุสาวรีย์สามกษัตริย์
พ.ศ. 2528 รางวัลประกวดคร่าวสดุดี หลวงปู่หล้าตาทิพย์ วัดป่าตึง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2530 รางวัลชนะเลิศการแต่งบท ส.ค.ส. อวยพรปีใหม่ของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ
พ.ศ. 2535 วุฒิบัตรจากกองงานพระธรรมทูต ในการเป็นพระธรรมทูตเพื่อเผยแพร่ธรรมในจังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2537 ประกาศนียบัตรจากสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับมูลนิธิอมรวรรณอุปถัมภ์ในการส่งเสริมฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2544 วุฒิจากมหาเถรสมาคมในการเป็นนักเทศน์แม่แบบ ตามโครงการฝึกอบรมพระนักเทศน์ของมหาเถรสมาคม
พ.ศ. 2544 ใบประกาศเกียรติคุณแต่งตั้งเป็นครูสอนภาษา และวรรณกรรมล้านนาของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
พ.ศ. 2546 เกียรติบัตรจากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการเป็นครูผู้ถ่ายทอดภาษาและวรรณกรรมล้านนาแก่นักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบุคลากรทั่วไป
พ.ศ. 2546 โล่ประกาศเกียรติคุณ ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2546
พ.ศ. 2547 เพชรราชภัฏ-เพชรล้านนา สาขาปรัชญา ศาสนาและประเพณีกรรมล้านนา ประจำปี พ.ศ. 2547

                                                                                  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. มณี พยอมยงค์

                                                                                       

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. มณี พยอมยงค์ หรืออาจารย์มณี หรือพ่อครูมณี ปราชญ์แห่งล้านา และศิลปินแห่งแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2545 เป็นชาวเชียงใหม่โดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2473 ที่บ้านขี้เหล็กน้อย ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรของนายไชย และนางต่อม พยอมยงค์ สมรสกับนางสาวบุญยิ่ง สุขุมินท มีบุตรธิดา 2 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน ช่วงหลังจากเกษียณอายุราชการ อาจารย์มณีประสบปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการมองเห็น อาจารย์มณีได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2552 เวลาประมาณ 03.00 น. ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ด้วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด สิริอายุ 79 ปี

เกียรติคุณของอาจารย์มณี เป็นผู้มีผลงานวัฒนธรรมล้านนาโดยตลอดจนวาระสุดท้ายของชีวิต ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นปราชญ์แห่งล้านนา ด้วยความที่บิดาเป็นผู้คงแก่เรียน อาจารย์มณีจึงได้แบบอย่างที่ดี และได้เรียนรู้วิชาจากบิดา โดยเฉพาะด้านพิธีกรรมต่างๆ ของล้านนา เมื่ออายุได้ 15 ปี ได้บวชเป็นสามเณร ศึกษาธรรมะจนสอบได้เปรียญ 3 ประโยค และนักธรรมชั้นเอก และสอบได้เปรียญ 4,5,6 ตามลำดับ เมื่ออายุ 31 ปี ได้ลาสิกขาบทและเข้าศึกษาต่อจนจบในระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเข้าศึกษาต่อ ในระดับปริญญาโท สาขาภาษาและวรรณคดีไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ตามลำดับ ช่วงที่อยู่ในสมณเพศ ท่านเป็นนักเทศน์ในลักษณะทำนอง (ใส่กาพย์) ที่มีชื่อเสียง ชอบเขียนหนังสือ โดยมีพระยาอนุมานราชธน หลวงวิจิตรวาทการ และพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) เป็นแบบอย่าง ทำให้ซึมซับและกลายเป็นผู้เขียนที่เขียนหนังสือได้อย่างน่าอ่าน มีสำนวนเรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง (อภิวันท์ พันสุข, 2550, หน้า 43; สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545)

อาจารย์มณีเป็นผู้ทีมีผลงานทั้งด้านวัฒนธรรมล้านนา และด้านทางด้านวิชาการที่มีมาตรฐานเป็นจำนวนมาก เป็นผู้ปฏิบัติงานด้านวัฒนธรรมล้านนาที่มีบทบาทในการชี้แนะสังคมเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมมาอย่างสม่ำเสมอ ได้อุทิศตนในการถ่ายทอดความรู้แก่นักศึกษาและบุคคลในสถาบันต่างๆ ทั่วประเทศมาเป็นเวลานานกว่า 50 ปี นับว่าเป็นผู้สร้างสรรค์ อนุรักษ์ ส่งเสริม สืบสาน และเผยแพร่ผลงานทางด้านวัฒนธรรมอันหลากหลายที่มีประโยชน์อันเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม

ประวัติการทำงานของอาจารย์มณี มีดังนี้

พ.ศ. 2505-2506 ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ และเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์คนเมืองรายวัน
พ.ศ. 2506-2507 ครูพิเศษ โรงเรียนปริยัติธรรม วัดพ้นอ้นอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2508 ครูโรงเรียนวัดวาลุการาม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2509 ครูใหญ่ โรงเรียนวัดสุวรรณาวาส อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2510 โอนย้ายไปรับราชการในคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2511-2512 ครูประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2515 อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2521 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2526 รองศาสตราจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2531 ศาสตราจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2535-2552 ข้าราชการบำนาญ และได้รับพระราชทานเกียรติบัตร เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในหน่วยงานต่าง ๆ

รายการอ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ 2 ภาคเหนือ. กรุงเทพฯ: สำนักงาน.
อภิวันท์ พันสุข. (2550) ศ.ดร. มณี พยอมยงค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์. ร่มพยอม, 9(1), 43-49.

ประวัติการศึกษา
พ.ศ. 2485-2486 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนขี้เหล็กน้อยประสาทศิลป์
พ.ศ. 2487 บวชเป็นสามเณร ณ วัดขี้เหล็กน้อย และเรียนนักธรรมตรีที่โรงเรียนนักธรรมวัดสันคะยอม
พ.ศ. 2488 เรียนนักธรรมสำนักวัดอินทราราม (ขี้เหล็กหลวง) สอบได้นักธรรมชั้นตรี ขณะเดียวกันได้เรียนเทศน์กัณฑ์มัทรีด้วย
พ.ศ. 2493 สอบได้เปรียญ 3 ประโยค และนักธรรมชั้นเอก ได้รับคำสั่งให้เป็นครูนักธรรมชั้นโทและสอนบาลีชั้นมูล 1-2 และสอบวิชาครูมูลได้
พ.ศ. 2499-2450 สอบได้เปรียญ 4,5,6
พ.ศ. 2502 สอบได้วิชาครูประโยคประถม (พ.ป.) และสอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแผนกอักษรศาสตร์
พ.ศ. 2509 สอบได้วิชาครูประโยคมัธยม (พ.ม.)
พ.ศ. 2514 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2519 จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (ภาษาและวรรณคดีไทย) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
พ.ศ. 2548-2549 ได้รับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ภาษาและวรรณกรรมล้านนา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ 

เป็นผลงานระหว่างพ.ศ. 2501-2550 มีดังนี้
มณี พยอมยงค์. (2501). ค่าวซอพุทธประวัติ: วรรณกรรม แห่ง เวียงเหนือ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พระสิงห์การพิมพ์.
มณี พยอมยงค์. (25–). ไปวัดแบบคนเมือง. [เชียงใหม่: ม.ป.พ.].
มณี พยอมยงค์. (251-). ตำราแต่งโคลงของลานนาไทย. เชียงใหม่: [ม.ป.พ.].
มณี พยอมยงค์. (2511). ตำราเรียนหนังสือลานนาไทย. เชียงใหม่: โรงพิมพ์กลางเวียง.
มณี พยอมยงค์. (2513). ประวัติและวรรณคดีลานนา. เชียงใหม่: คนเมืองการพิมพ์.
มณี พยอมยงค์ และคณะนักศึกษาที่เรียนวิชา Ed.F 208. (2514). คุณค่าทางวัฒนธรรม. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2514). สารรักของพระยาพรหมโวหาร. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2515). โคลงหงส์ผาคำ. เชียงใหม่: โครงการวิจัยและรวบรวมเอกสารลานนาไทย ศูนย์คติชนวิทยาลานนาไทย วิทยาลัยครูเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2516). ประวัติและวรรณคดีลานนา. เชียงใหม่: มิตรนราการพิมพ์.
มณี พยอมยงค์. (2519). การวิเคราะห์และเปรียบเทียบมหาชาติฉบับภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
มณี พยอมยงค์. (2519). การศึกษาเชิงวิเคราะห์โคลงปทุมสังกา. เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ประเสริฐ ณ นคร และมณี พยอมยงค์. (2520). โคลงพรหมทัต วรรณกรรมชั้นเยี่ยมของลานนาไทย. เชียงใหม่: [ม.ป.พ.].
มณี พยอมยงค์. (2522). คติสอนใจล้านนาไทย. เชียงใหม่: ธารทองการพิมพ์.
มณี พยอมยงค์. (2523). นิราศโตเกียว. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2523). พจนานุกรมลานนาไทย. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2524). วัฒนธรรมลานนาไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.
มณี พยอมยงค์. (2525). การศึกษาเชิงวิเคราะห์วรรณคดีลานนาไทย เรื่อง โคลงอมรา . เชียงใหม่: สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2525). วัฒนธรรมลานนา. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2525). ประเพณีสู่ขวัญควายของลานนาไทย. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2525). ประวัติและวรรณคดีลานนา. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา.
มณี พยอมยงค์. (2526). ธรรมมุลลกัณฑ์ไตร. เชียงใหม่: ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ วิทยาลัยครูเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2527). การวิเคราะห์ปัญหาและเหตุการณ์ในสังคมไทยปัจจุบัน: เอกสารคำสอน. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2527). ตำราเรียนหนังสือลานนาไทย. เชียงใหม่: คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์ และ นรินทร์ชัย พัฒนพงศา. (2527). วิถีชีวิตและค่านิยมของชาวลานนาไทย. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์, คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2528). ประเพณีนักขัตฤกษ์ของล้านนาไทยและนิทานจากคร่าว อุทาหรณ์. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการโครงการส่งเสริมหนังสือตามแนวพระราชดำริ.
มณี พยอมยงค์. (2529). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. เชียงใหม่: ส.ทรัพย์การพิมพ์.
มณี พยอมยงค์. (2529). วัฒนธรรมล้านนาไทย. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.
มณี พยอมยงค์. (253-?). ประวัติชีวิตและผลงานของเจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่. [เชียงใหม่: ม.ป.พ.].
นรินทร์ชัย พัฒนพงศา และมณี พยอมยงค์. (2531). พิธีกรรมและความเชื่อทางเกษตรกับการยอมรับวิทยาการแผนใหม่ของเกษตรกรเชียงใหม่. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2533). คร่าวพุทธประวัติ. เชียงใหม่: ธารทองการพิมพ์.มณี พยอมยงค์. (2534). ขึดขวง. เชียงใหม่: [ม.ป.พ.].
มณี พยอมยงค์. (2534). เทียนส่องใจ : คติสอนใจชาวล้านนาไทย: รวมบทวิทยุในรายการข่าวภาคเช้าสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่. บรรณาธิการ สมโชติ อ๋องสกุล. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2533). ตำราเรียนหนังสือลานนาไทย. เชียงใหม่: ส.ทรัพย์การพิมพ์.
มณี พยอมยงค์. (2533). พิธีบวงสรวง และประวัติวัดโชติการาม (วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร). [เชียงใหม่: ม.ป.พ.].
มณี พยอมยงค์. (2533). ภาษาไทย ภาษาถิ่น ไม่สิ้นสูญ. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ; โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม.
มณี พยอมยงค์. (2535). การส่งสการในพิธีพระราชทานเพลิงศพท่านอาจารย์ไกรศรี นิมมานเหมินท์ วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2535 ณ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: [ม.ป.พ.].
มณี พยอมยงค์. (2535). ปันพร. เชียงใหม่: ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์ และศิริรัตน์ อาศนะ. (2538). เครื่องสักการะในล้านนาไทย. กรุงเทพฯ: ธนาคารไทยทนุ.
มณี พยอมยงค์. (2538). พิธีขึ้นเสาเอกบ้าน [วีดิทัศน์]. [เชียงใหม่: ม.ป.พ.].
มณี พยอมยงค์. (2539). คร่าวร่ำ 700 ปี เมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: ดาวคอมพิวกราฟิก.
มณี พยอมยงค์, ผู้บรรยาย. (2540). สงกรานต์และขันโตก: ประเพณียิ่งใหญ่แห่งดินแดนล้านนาไทย [วีดิทัศน์]. กรุงเทพฯ : บริษัท 2020 เวิลด์ มีเดีย.
มณี พยอมยงค์. (2540). ในห้องไอซียู. เชียงใหม่: ดาวคอมพิวกราฟิก.
มณี พยอมยงค์. (2541). ตำราเรียนหนังสือลานนาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 3). เชียงใหม่: ดาวคอมพิวกราฟิก.
มณี พยอมยงค์. (2546). สารพจนานุกรมล้านนา. เชียงใหม่: ดาวคอมพิวกราฟิก.
มณี พยอมยงค์. (2547). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 5 ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม). เชียงใหม่: ส.ทรัพย์การพิมพ์.
มณี พยอมยงค์. (2550). เทียนส่องใจ : คติสอนใจชาวล้านนาไทย. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
มณี พยอมยงค์. (2550). พระมหาชนกและภริยามาตา. เชียงใหม่: มูลนิธิพระบรมธาตุดอยสุเทพ.

ผลงานอื่นๆ

พ.ศ. ๒2525-2530
ได้เผยแพร่รายการวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ออกอากาศทาง สถานีวิทยุ ส.ว.ท. เชียงใหม่ ว.ป.ถ. และ ม.ก.เชียงใหม่ ในรายการ ประโลมขวัญ,เทียนส่องใจ, พุทธประทีป ฯลฯ
พ.ศ. 2538-2540
1.    ประพันธ์ร้อยกรอง เป็นฉันท์ลักษณ์ล้านนาสลับกับฉันทลักษณ์ภาคกลาง ชื่อ ” คร่ำวร่ำ 700 ปี เมืองเชียงใหม่ ” เพื่อถวายเป็นราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชในวโรกาสกาญจนาภิเษก ครองราชย์มาครบ 50 ปี
2.    ประพันธ์บทร้อยกรองลงในหนังสือ ” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามยรมราชกุมารี กวีศรีประชา” ในหัวข้อ ” ดั่งจันทวรรณโสมแสงส่องหล้า ” ซึ่งกรมศิลปากรจัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 40 พรรษา พุทธศักราช 2538

พ.ศ. 2530-ปัจจุบัน
1.    ให้การฝึกอบรมการเทศน์มหาชาติทำนองล้านนาและการขับร้องและการขับร้องบายศรีสู่ขวัญ แก่พระภิกษุ สามเณร
2.    ทูลเกล้าฯ ถวาย บายศรีพระขวัญสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต พระบรมราชีนีนาถ ในวโรกาสพระชนมายุครบ 5 รอบ พ.ศ. 2536
3.    งานกวีที่ได้สร้างสรรค์และเรียบเรียง ได้แก่ นิราศจารึก นิราศเวียงพร้าว นิราศเชียงดาว คร่าวพุทธประวัติ นิราศโตเกียว คำทูนพระขวัญ คำจารึกฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ ฯลฯ
4.    งานบันทึกเทปเสียง ที่เกี่ยวกับการขับร้องพื้นบ้านล้านนา ได้แก่ ล้านนาคดีโบราณพิธี บายศรีสู่ขวัญ, ล้านนาคดีโบราณพิธี ขึ้นครู ไหว้ครู โยงครู อ้อผญา, ล้านนาคดีโบราณพิธี ประเพณีปีใหม่เมือง, การขับลำนำและสาธิตการขับร้องแบบต่าง ๆ ของล้านนา
5.    คำประพันธ์ที่เกี่ยวกับการเรียกขวัญ การบวงสรวงและงานทูลเกล้าฯ ถวายสิ่งของแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาทิ งานถวาย สลุงหลวง ในวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก และถวาย สลุงกลวง ในวโรกาสพระชนมายุครบ 60 พรรษา สมเด็จพระบรมราชินีนาถ

ผลงานที่มีชื่อเสียง
ในที่นี้ ขอนำการประเมินค่าผลงานของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. มณี พยอมยงค์ โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อยกย่องอาจารย์มณี เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2549 ดังนี้

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. มณี พยอมยงค์ได้รับยกย่องว่ามีความรู้ความสามารถหลากหลายในด้านศิลปวรรณกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรมและวัฒนธรรม เป็นกวีผู้เชี่ยวชาญในการใช้ฉันทลักษณ์ทั้งของล้านนาและของไทยกลาง ผลงานประเภทคร่าวร่ำขนาดยาวคือ คร่าวพุทธประวัติ และ คร่าวร่ำ 700 ปีเมืองเชียงใหม่ เป็นกวีนิพนธ์ร่วมสมัยของล้านนาที่มีคุณค่ายิ่งทั้งในด้านวรรณศิลป์ ด้านการสืบสานวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ของล้านนา ด้านวรรณคดีพระพุทธศาสนาและการสืบสานวัฒนธรรมล้านนาในสังคมไทยร่วมสมัย ผู้ประพันธ์มีความสามารถในการสรรคำ การใช้ภาพพจน์และโวหารกวีต่างๆและที่มีคุณค่ายิ่งคือการนำเสนอวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อและค่านิยมของล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ผลงานของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มณี พยอมยงค์มีอยู่เป็นจำนวนมาก อาจแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ ประเภทกวีนิพนธ์ทั้งลายลักษณ์และมุขปาฐะ ผลงานการปริวรรตวรรณคดีล้านนาจากต้นฉบับตัวเขียน ผลงานเขียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณีของล้านนาและตำรารวมทั้งผลงานวิจัยทางวิชาการ
ผลงานด้านกวีนิพนธ์

ผลงานด้านกวีนิพนธ์มีอยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่ คร่าวซอพุทธประวัต โคลงนิราศโตเกียวโคลงนิราศจาริก โคลงนิราศเวียงพร้าว นิราศเชียงดาว คำทูนพระขวัญบายศรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินีนาถและพระบรมวงศานุวงศ์ คร่าวร่ำ 700 ปี เมืองเชียงใหม่และคำจารึกฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณมณี พยอมยงค์มีความสามารถด้านคร่าวเป็นพิเศษและยังสามารถใช้ฉันทลักษณ์ประเภทโคลงชนิดต่างๆ เป็นผู้สืบสานและสร้างสรรค์วรรณกรรมล้านนาร่วมสมัยทั้งที่เป็นลายลักษณ์และมุขปาฐะ เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมในโอกาสสำคัญต่างๆ อาทิ พิธีสู่ขวัญ การทูนพระขวัญ งานถวายสลุงหลวง และการเทศน์ทำนองต่างๆ เป็นต้น
ผลงานกวีนิพนธ์เรื่องสำคัญที่ทรงคุณค่าทางวรรณศิลป์อย่างเด่นชัดคือ วรรณกรรมคร่าวร่ำ 700 ปี เมืองเชียงใหม่ เป็นวรรณกรรมคร่าวร่ำล้านนาร่วมสมัยเรื่องสำคัญ ด้านฉันทลักษณ์ประเภทคร่าวเล่าเรื่องคู่ขนานกับฉันลักษณ์ประเภทโคลง กาพย์ และร่าย เพื่อนำเสนอประวัติศาสตร์และโบราณคดีของเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน เนื้อหาแบ่งเป็น 11 บท ผู้ประพันธ์สืบสานขนบการแต่งวรรณคดีพุทธศาสนาโดยเริ่มจากบทอาศิรวามและปฐมเหตุ ประวัติผู้ประพันธ์ประวัติศาสตร์การสร้างเมืองเชียงใหม่จากตำนานโยนกนาคนคร สมัยลวจังกราช พญาลาวเม็ง พญาเม็งรายอันเป็นยุครุ่งเรืองของนพบุรีศรีนครพงค์เชียงใหม่ กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ทุกพระองค์จนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ การบูรณะปูชนียสถานในเชียงใหม่ เรื่องราวของครูบาศรีวิชัย ยุคสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงเชียงใหม่สมัยเทคโนโลยี การขยายตัวของเมืองและสิ่งก่อสร้างแบบตะวันตกจนถึงการเฉลิมฉลองเชียงใหม่ 700 ปี

ลักษณะเด่นของวรรณกรรมเรื่องนี้อยู่ที่ผู้แต่งใช้กลวิธีเล่าเรื่องแบบคู่ขนานคือเล่าเรื่องด้วยคร่าวใช้สำนวนโวหารล้านนาแล้วเล่าด้วยโคลงสี่ โคลงสามและโคลงสองโดยใช้ภาษาไทยกลางเพื่อให้ผู้อ่านไม่เข้าใจภาษาล้านนาเข้าใจเป็นลักษณะเฉพาะที่ผู้ประพันธ์สร้างสรรค์ขึ้นทำให้มีคุณค่าทั้งต่อสังคมล้านนาและสังคมไทย ผู้ประพันธ์ยังสอดแทรกแนวคิดในโครงเรื่องย่อยเพื่อให้ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตของชาวล้านนา นำเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นอุทาหรณ์เพื่อแนะแนวทางการประพฤติปฎิบัติในชีวิตปัจจุบัน ส่วนคุณค่าด้านวรรณศิลป์ ใช้สำนวนโวหารที่สื่อสุนทรียรสทั้งเสียงและความหมาย ไพเราะด้วยท่วงทำนองและคุณค่าทางวรรณศิลป์ เช่นตอนพรรณนาการสวรรคตของพญาเม็งราย ใช้คร่าวพรรณนาเหตุการณ์ที่ขุนนางและประชาชนร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า
602. แสนสงสารภูบาล เลิศล้า ทรงเดชกล้าเรืองรณ
หลายเขตแคว้นแล่นมาน้อมตน สร้างแผ่นดินดล ล้านนาใหญ่กว้าง
โกลาหล ฝูงคนรอบข้าง ตกสะเกิ๊ด ครางคลั่งไคล้
603. ท้าวขุนเสนา ไพร่ไทยใบไม้ ร้องร่ำไห้โรทา
นาง นาฏไท้ เรือนใหญ่เคหา กัลยาณ์ แวดล้อมอ้อมเข้า
มเหสี เทวีแห่งเจ้า แสนอาดูรเดาเดือดร้อน
เหตุการณ์ตอนเดียวกันแต่งเป็นโคลงสี่สุภาพและร่ายโคลงสี่สุภาพ
126. มังรายสวรรคตเศร้า ทั้งเมือง
ใจไพร่ใจขุนเปลือง หม่นไหม้
พฤกษาหุบเหี่ยวเหลือง ไปทั่ว
เสียงคร่ำครวญโหยไห้ ทั่วท้องเวียงพิงค์ร่าย
127. อำมาตย์ทั้งหลายใจร้าว ปกป่าวกันทั่วเมือง
ทูลแจ้งเรื่องข่าวสวรรคต แด่ทรงยศไชยสงคราม
ดังไฟลามใจท้าว สั่นระร้าววรกาย?
ผู้ประพันธ์เล่าเรื่องราวพัฒนาการของเชียงใหม่ด้วยศรัทธาและความรักในถิ่นฐานล้านนาอันเป็นบ้านเกิด อาณาจักรแห่งนี้เคยรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมอย่างยิ่ง แม้จะล่มสลายไปตามกาลเวลาแต่สิ่งมีค่าทั้งมวลทั้งด้านภาษา อักษร วรรณกรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรมและศิลปกรรมทั้งหลายยังคงสืบทอดมาสู่คนยุคปัจจุบัน วรรณกรรมเรื่องนี้จึงเป็นวรรณกรรมร่วมสมัยที่โยงใยอดีตกาลอันยาวไกลมาสู่ยุคโลกาภิวัตน์ และเทคโนโลยีอย่างผสมผสานกลมกลืน
753. เชียง คำกล่าวนี้ คือเมือง
ใหม่ มุ่งความรุ่งเรือง ยิ่งแล้ว
เมือง เอกศิลป์ประเทือง ใจชื่น
งาม ภูมิภาคแผ้ว เด่นด้วยคนงาม
754. เชียง เมืองแต่ก่อนกี้ เบาราณ
ใหม่ มากจิตรการ รุ่งหล้า
ถา ปนาสถาน ท่องเที่ยว
วร ลักษณ์เด่นฟ้า ยิ่งล้นธรณี
755. เชียง นัคเรศนี้ ไพศาล
ใหม่ ด้วยศิลป์ตระการ ยิ่งล้น
เมือง คนใฝ่พบพาน มาแอ่ว
หลวง ใหญ่เป็นเมืองต้น แห่งล้านนาไทย
วรรณกรรมเรื่องนี้ยังให้คุณค่าทางสังคม ตามขนบของการแต่งคร่าว คร่าวประเภทร่ำบันทึกประวัติเหตุการณ์ มีลักษณะคล้ายจดหมายเหตุเป็นทำนอง เล่าเรื่องราวต่างๆ เนื้อเรื่องอาจเป็นการบันทึกเหตุการณ์สำคัญ บันทึกการปลูกสร้างสิ่งสำคัญ โบราณสถาน ความเชื่อของสังคมล้านนา เป็นต้น วรรณกรรมคร่าวร่ำ 700 ปี เมืองเชียงใหม่ มีเนื้อหาที่ให้ความรู้ความเข้าใจวรรณกรรมล้านนาอย่างหลากหลาย ตลอดจนแสดงให้เห็นความเชื่อ ค่านิยม และวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมล้านนาตั้งแต่อดีตสืบทอดมาจนปัจจุบัน
ส่วนในเชิงสังคม ผู้แต่งมีแนวคิดในการนำเสนอในการเสนอภาพประวัติศาสตร์ล้านนาและวิถีชีวิตล้านนา คือ ด้านประวัติศาสตร์ ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ ผู้แต่งได้ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ล้านนาตั้งแต่ยุคก่อนการสร้างล้านนา ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของของสังคมล้านนาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเมือง การสร้างโบราณสถาน และการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาในสังคมล้านนา
ด้านความเชื่อของชาวล้านนาที่ปรากฏสัมพันธ์กับวิถีชีวิต คือความเชื่อเรื่องขวัญ ฤกษ์ยาม ความฝัน กฎแห่งกรรมและความเชื่อในการสร้างเมืองต่างๆ ความเชื่อดังกล่าวยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ด้านประเพณี ที่กล่าวถึงในวรรณกรรมส่วนใหญ่เป็นประเพณีทีเกี่ยวข้องกับกษัตริย์ล้านนา ประเพณีการแต่งงานกล่าวถึงขั้นตอนการแต่งงานอย่างชัดเจนตั้งแต่การหาฤกษ์ยามจนกระทั่งการทำพิธี ประเพณีที่เกี่ยวกับการตาย ขั้นตอนการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงศพอย่างละเอียดแจ่มชัดนอกจากนี้ยังกล่าวถึงประเพณีการเคารพนับถือบรรพบุรษของชาวล้านนา คือประเพณีบวงสรวงเสาอินทขิล
ด้านค่านิยมที่ปรากฏมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตล้านนา ได้แก่ ค่านิยมความสนุกสนานบันเทิง เพราะชาวล้านนามักจัดมหรสพในงานมงคลและอวมงคล ค่านิยมด้านอาหาร ค่านิยมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต เช่นการสร้างวัด การสร้างเจดีย์ต่างๆ การต้อนรับแขก ค่านิยมด้านการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าชาวล้านนาให้ความสำคัญต่อการศึกษา
วรรณกรรมที่ดีเด่นอีกเรื่องหนึ่งคือ คร่าวพุทธประวัติ ประพันธ์ด้วยฉันทลักษณ์คร่าวของล้านนาจำนวน 1526 บท เมื่อ พ.ศ. 2500 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยที่พระพุทธเจ้าเป็นปฐมเนื่องในวโรกาสที่พระพุทธศาสนาดำรงมากึ่ง 5000 พระวสาและเพื่อสืบสานฉันทลักษณ์แบบล้านนาไทย เนื้อหาแบ่งเป็น 13 บท เริ่มจากการไหว้พระรัตนตรัย กล่าวถึงผู้ประพันธ์ จุดมุ่งหมายในการประพันธ์ พุทธประวัติเริ่มจากประสูติจนถึงปรินิพพาน และจบลงด้วยปัจฉิโมวาท คร่าวพุทธประวัติเป็นวรรณกรรมพุทธศาสนาร่วมสมัยของล้านนาที่มีลักษณะดีเด่นในเชิงวรรณศิลป์ ทั้งกลวิธีการเล่าเรื่องและโวหารกวี ในการกล่าวถึงพุทธประวัติแต่ละตอนมีทั้งข้อมูลรายละเอียดและพรรณนาโวหารที่ให้ภาพพจน์และอารมณ์สะเทือนใจ เช่นตอนเจ้าชายสิทธัตถะจะเสด็จออกจากเมือง ทรงอาลัยอาวรณ์พระนางพิมพาและราหุลเยี่ยงมนุษย์ปุถุชนแต่ในที่สุดก็ทรงตัดสินพระทัยเพื่อพระโพธิญานอันจะช่วยมวลมนุษย์และสัตว์โลกให้พ้นสังสารวัฏ
549. หนึ่งรักพิมพา คิดหาคะค้อย หนึ่งรักลูกหน้อยบุตตา
ใจหนึ่งใคร่ละ หนีไปไกลตา เป็นพระพุทธา ทรงธรรมโลกไหว้
จิใจลังเล เรรนร้อนไหม้ ตัดสินอันใดยากนัก?
554. ดั่งภูเขาหลวง พันพวงอ่วงทับ หายใจบ่ได้เป็นคราว
ทุกข์พรากเมียรัก เพื่อนข้างกันหนาว ทุกข์ใจยืนยาว เหลือผาหนีบแหน้น
ความทุกข์ถั่วถม อารมณ์ขอดแข้น เหมือนหทัยเรียมจะม้าง
ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน มิเพียงแต่บรรดาพุทธสาวกที่โศกเศร้า ร่ำไห้ ธรรมชาติและมวลเทวดาต่างก็หวั่นไหวโศกสลด เป็นตอนที่ดีเด่นในเชิงวรรณศิลป์อีกตอนหนึ่ง
1498. ส่วนพระสัมมา เจ้าโคตมะ สุคตเอกอ้าทรงญาน
เข้าสู่ฌาณะ ทรงอรหันต์ เนวสัญญัง ม้วยมิดออกเข้า
ปัจฉิมยาม ไขตามไต่เต้า สายอรุณเรืองร่ามฟ้า
1499. น้ำหมอกเหมยฝน ตกลงวาดว้า ตามเฟยกิ่งหญ้าดินดอน
เหมือนแสงแห่งเพชร เรืองรองขาวผอน จิ้งหรีดแมงชอน กลับรังพอกเต้า
องค์พระสัตถา พุทธาท่านเจ้า มหาโคดมเรืองฤทธิ์
1500. เข้าสู่นิพพาน สังขารมอดมิด ดับจวนสิ้นวิญญาน์
สู่ธรรมธาตุ อันเป็นสุขา บ่คืนกลับมา โลกาแหล่งหล้า
เกิดโกลาหล ภายบนเมฆฟ้า เป็นอันธการ์มืดมิด
1501. แสงจันทรา ยำหวาเหือดฤทธิ์ บ่ไขส่องแจ้งแดนดิน
คงคาแม่น้ำ ห้วงกระแสสินธุ์ ตีคลื่นฟองภินท์ ปูปลาตื่นเต้น
กระเสือกกระสน ทารนล่นเหล้น ทังปลาอานนท์เดชนัก
1502. หวั่นไหวกายา ดินหนาคึกคัก ไหวหวั่นถ้วนสากล
เทพาเทพทิพย์ มืดมิดตัวตน ก็ผายดอกลง บูชาพระเจ้า
ดีดเป่าสีซอ สังคีตไต่เต้า มโหรีรมย์เครื่องทิพย์
( คร่าวพุทธประวัติ, หน้า 219)
ตอนท้ายจบลงด้วยโคลงกระทู้สี่สุภาพ 2 บทแสดงปณิธานกวีและตามด้วยปัจฉิโมวาทเป็นโคลงสี่สุภาพอีก 3 บทเพื่อย้ำให้บุคคลตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเพราะสังขารย่อมมีเสื่อมดับเป็นธรรมดาของโลก
ปัจฉิโมวาท
วยธัมมา สังขารา อัปปมาเทน สัมปาเทถะ
องค์พระสุคตเจ้า จอมไตร
จักเสด็จนิพพานไป อยู่แล้ว
ทรงห่วงหมู่ชนใน แหล่งโลก
จึ่งให้กระจกแก้ว ส่องแจ้งปัญญา
สังขารยามเกิดขึ้น เป็นคน สัตว์เฮย
แก่เจ็บตามผจญ บ่เว้น
เสื่อมสลายสกนธ์ กายแตก ไปแฮ
สิ้นเสื่อมสูญแตกเต้น ตกพื้นธรณี
จงมีสติตั้ง หัทยา
เพียรเพ่งพิจารณา ถี่ถ้วน
อย่ามีปมาทา ในจิต
ตรองไตร่ปัญญาล้วน ให้พ้นสงสาร
(คร่าวพุทธประวัติ)
คร่าวพุทธประวัติ เป็นผลงานประพันธ์ที่แสดงถึงความศรัทธาอย่าแรงกล้าในพระพุทธศาสนาของผู้ประพันธ์ มีความดีเด่นด้านโวหารกวีอันแสดงถึงความสามารถในการประพันธ์ของอาจารย์มณี พยอมยงค์อย่างเด่นชัด
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. มณี พยอมยงค์ยังมีผลงานด้านวรรณศิลป์ในลักษณะวรรณกรรมพิธีกรรมทั้งที่เป็นลายลักษณ์และมุขปาฐะ อาทิ ปันพร หรือคำให้พรของผู้อาวุโสเพื่อให้ผู้รับพรมีความสุขสวัสดี มีทั้งคำพรสำหรับใช้ทูลพระขวัญพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ชั้นสูง คำพรของพระภิกษุสงฆ์และผู้อาวุโสสำหรับให้พรบุคคลต่างๆในสถานภาพที่แตกต่างกัน คำประพันธ์เกี่ยวกับการเรียกขวัญ การบวงสรวงและงานทูนเกล้าฯถวายสิ่งของต่างๆในวโรกาสสำคัญ เช่น คำทูนพระขวัญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช คำทูนพระขวัญสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นต้น คำบายศรีสู่ขวัญท้าวไกรสอน พรมวิหานและท้าวหนูฮัก ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาว
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. มณี พยอมยงค์ยังมีความสามารถในการแหล่และเทศน์มหาชาติ โดยเฉพาะกัณฑ์กุมาร กัณฑ์มัทรี กัณฑ์มหาราชและนครกัณฑ์ ได้รับยกย่องในวงการเทศน์ว่าเป็นพระนักเทศน์เสียง ดีแห่งล้านนา มีความสามารถในการขับร้องในพิธีกรรม เช่น บายศรีสู่ขวัญ การโอกาสเวนทานและการบวงสรวงบูชา การทำขวัญนาคหรือเรียกขวัญลูกแก้ว
ผลงานด้านปริวรรต
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มณี พยอมยงค์ได้ปริวรรตเอกสารโบราณจากอักษรล้านนาเป็นอักษรไทยภาคกลาง เช่น โคลงพรหมทัต คร่าวพญาพรหมโวหาร โคลงอมรา โคลงสุภาษิต คร่าวอุทาหรณ์ ธรรมพิมพาพิลาป คัมภีร์ไต่ถ้อย ชนคำ คัมภีร์อวหารภายเค้า และคัมภีร์อาหารเบื้องปลาย ผลงานการปริวรรตที่ตีพิมพ์เผยแพร่ประกอบบทศึกษาและศัพทานุกรมเป็นการสืบสานวรรณคดีล้านนาให้สังคมร่วมสมัยสามารถเข้าใจและรับรู้คุณค่าของวรรณคดีโบราณเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

ผลงานด้านวิจัย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มณี พยอมยงค์มีผลงานวิจัยด้านวรรณคดีล้านนาและคติชนวิทยา ได้แก่ การวิเคราะห์เปรียบเทียบมหาชาติภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ การศึกษาเชิงวิเคราะห์โคลงอมรา ศึกษาวิถีชีวิต และค่านิยมชาวล้านนาไทย เปรียบเทียบโคลงปทุมสังกา และการวิเคราะห์ค่านิยมทางพิธีกรรมของชาวล้านนาไทย และการวิเคราะห์ค่านิยมทางพิธีกรรมการเกษตรล้านนา งานวิจัยเหล่านี้ศึกษาวรรณคดีอย่างเป็นระบบ เป็นการสร้างองค์ความรู้ด้านวรรณคดีล้านนาและมรดกทางวัฒนธรรม เป็นที่อ้างอิงในวงวิชาการทั่วไป
ผลงานด้านตำราวิชาการ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มณี พยอมยงค์ มีผลงานตำราจำนวนมากที่ใช้เป็นแบบเรียนในสถาบันการศึกษาต่างๆและเป็นที่อ้างอิงทางวิชาการ ทั้งผลงานด้านอักษร ภาษา วรรณคดี ประเพณี พิธีกรรม ได้แก่ ตำราหนังสือเรียนหนังสือล้านนา ฉบับที่ 1,2 ประวัติและวรรณคดีล้านนา ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย เครื่องสักการะในล้านาไทย ปันพร ( ให้พร) และเทียนส่องใจ (สุภาษิตล้านนา) นอกจากนี้ยังมีพจนานุกรมได้แก่ พจนานุกรมล้านนาไทยและสารพจนานุกรมซึ่งเป็นผลงานรวบรวมค้นคว้าชิ้นสำคัญซึ่งช่วยให้ผู้สนใจศึกษาศิลปวรรณคดีและประวัติศาสตร์ใช้เป็นคู่มือในการศึกษาของนักศึกษาและนักวิชาการทั่วไป
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มณี พยอมยงค์ เป็นกวีและปราชญ์แห่งล้านนา ผู้สืบสานและสร้างสรรค์วรรณกรรมล้านนาร่วมสมัย ทั้งวรรณกรรมพุทธศาสนา วรรณกรรมประวัติศาสตร์ วรรณกรรมพิธีกรรม เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งวรรณกรรมลายลักษณ์และวรรณกรรมมุขปาฐะ ทั้งยังเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านวัฒนธรรมล้านนา ที่มีบทบาทในการชี้แนะสังคมเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมมาอย่างสม่ำเสมอ เป็นเวลากว่า 50 ปี ด้วยผลงานอันหลากหลายและสืบเนื่อง

รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ

พ.ศ. 2531 ประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติ ผู้มีผลงานดีเด่นทางกวี จากสถาบันศิลปะและ
วัฒนธรรมแห่งโลกในการประชุมสภากวีโลก ครั้งที่ 10 ณ กรุงเทพมหานคร
พ.ศ. 2531 พ่อตัวอย่าง ในงานวันพ่อแห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2531
พ.ศ. 2531 โล่เชิดชูเกียรติ นักศึกษาเก่าดีเด่นทางวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2531 โล่เชิดชูเกียรติ นักศึกษาเก่าดีเด่นของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2533รางวัลพระราชทาน พระเกี้ยวทองคำ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่ได้
สร้างเกียรติประวัติการทำนุบำรุงและส่งเสริมภาษาไทยอย่างต่อเนื่อง
พ.ศ. 2534 โล่เชิดชูเกียรติ ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมภาคเหนือ (ล้านนา) สาขา
มนุษยศาสตร์ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
พ.ศ. 2535 โล่เชิดชูเกียรติและเกียรติบัตรนักศึกษาเก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ. 2536 โล่เชิดชูเกียรติ ผู้ส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีดีเด่น จากชมรมนักข่าว
และโทรทัศน์เชียงใหม่
พ.ศ. 2536 เข็มยกย่องเกียรติคุณวันอนุรักษ์มรดกไทย ผู้มีผลงานดีเด่นทางการอนุรักษ์ภาษา
และวรรณกรรมล้านนา จากจังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2537 โล่พระราชทานเชิดชูเกียรติ ปูชนียบุคคลผู้มีผลงานดีเด่น ด้านอนุรักษ์ทางภาษา
และวรรณกรรมอย่างต่อเนื่อง จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
กุมารี
พ.ศ. 2545 ครูภูมิปัญญาไทยรุ่นที่ 2 ด้านภาษาและวรรณกรรมจากสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2549 ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2549
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่ได้รับตามลำดับดังนี้
เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
เบญจมาภรณ์ช้างเผือก
จตุรเบญจมาภรณ์ช้างเผือก
จตุราภรณ์มงกุฎไทย
จตุรถาภรณ์ช้างเผือก
ตริยาภรณ์มงกุฎไทย
ตริยาภรณ์ช้างเผือก
ทวิตรียาภรณ์มงกุฎไทย
ทวิตรียาภรณ์ช้างเผือก
ปถมาภรณ์มงกุฏไทย